Jul 24

มะลิน้อยของแม่ เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายกันแล้วนะลูก เดือนนี้ลูกได้มีประสบการณ์แปลกใหม่มากมาย และยังได้เจอกับป้าจุ๋ยซึ่งเป็นเสมือนพี่สาวที่แสนดีและเพื่อนรักเพื่อนรู้ใจของแม่อีกด้วย ป้าจุ๋ยมีลูกสองคนคือพี่แมทธี่และพี่เอมี่ แม้ว่าหนูจะยังเล็กเกินกว่าที่จะเล่นอะไรกับพี่ ๆ ได้ แต่การได้เห็นพี่ ๆ เล่นอยู่ใกล้ ๆ หนูก็ดูเหมือนจะสนุกมากมายแล้วล่ะ

ตอนนี้หนูไม่กลัวพื้นหญ้าแล้ว แม่จับไปวางไว้ที่สนามหญ้า หนูก็คลานไปสำรวจโลกใหม่อย่างสนุกสนาน สิ่งที่หนูชอบทำก็คือ การเด็ดหญ้า เด็ดดอกไม้ เก็บก้อนหิน แล้วเอาใส่ปากมาเคี้ยว ๆ สำรวจรสชาติ แม่ไม่ได้ห้าม เพราะรู้ว่ามันไม่อร่อยพอที่หนูจะกลืนกินเข้าไปแน่  แม่ก็ได้แต่นั่งเฝ้ามองหนูเด็ดใบนู้นใบนี้เข้าปาก สักพักก็พ่นออกมา แล้วก็หยิบของใหม่ใส่เข้าไปทดลองใหม่ หนูสามารถนั่งง่วนอยู่กับโลกใบใหม่ได้อยู่เป็นนานสองนาน ซึ่งแม่ก็แค่คอยระวังถอนต้นหญ้าที่ทำให้คัน หรือมีหนามแหลมคมออกไปเท่านั้น ที่เหลือแม่ปล่อยให้หนูได้สำรวจโลกเต็มที่จ้ะ

เดือนนี้ฟันซี่ที่ 4 ซึ่งก็คือฟันบนของหนูงอกออกมาแล้วจ้ะ มาตอนที่ครบ 10 เดือนพอดี ซึ่นี้ไม่ได้ทำให้หนูงอแง หรือเป็นไข้อะไรเลย งอกมาแบบสบาย ๆ และหนูก็ชิว ๆ มาก อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านั้น หนูได้เจอกับความทรมานของ “ส่าไข้” หรือ “ไข้ออกผื่น” ติดต่อกัน 3 วันก็เป็นได้ แต่แม่ก็ไม่ได้ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะแม่รอคอยที่จะได้เจอส่าไข้อยู่แล้ว เนื่องจากว่าเห็นเด็ก ๆ ในคลับเป็นกันแล้วหลายคน แม่ก็ค้นคว้าหาข้อมูลว่า อาการเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไร จะเป็นช่วงอายุเท่าไหร่ ซึ่งอายุของหนูก็อยู่ในเกณฑ์ที่จะเป็นได้แล้ว

อาการของ ส่าไข้ ทำให้แม่ตกใจมากในตอนแรก เพราะหนูตัวร้อนจัด ปรอทวัดไข้แจ้งตัวเลขสูงให้แม่ได้เห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่หนูเกิดมา มันสูงถึง 39.8 เลยทีเดียวจ้ะ แม่เฝ้าระวังเพียรเช็ดตัวและเพียรวัดไข้เพราะตำราว่าไว้ว่า หากไข้สูงถึง 40 องศา เด็กอาจจะชักได้ แม่ไม่รู้ว่าเวลาเด็กทารกชักจะเป็นยังไง แต่ก็ขออย่าให้เกิดกับลูกเป็นพอ วันแรกที่ไข้ขึ้น หนูยังร่าเริงอยู่พอประมาณ ไม่ได้ร้องไห้งอแง แค่ปล่อยพลังไม่ได้ 100% อย่างเคย ข้าวปลาอาหารที่เคยกินเกลี้ยง ก็กินไปแค่ครึ่งนึงแล้วก็เบือนหน้าหนี แต่หนูยังหัวเราะได้ ยังกินนมได้ แม่ก็เบาใจ คอยเช็ดตัวเมื่อรู้สึกว่าตัวหนูร้อนกว่าปกติ พอเช็ดจนไข้ลงมา 38 แม่ก็ให้ยาลดไข้หนึ่งเม็ด แล้วปล่อยให้หนูไปเล่นตามเดิม

ทีแรกแม่คิดว่าหนูเป็นไข้เพราะฟันขึ้น แต่เมื่อผ่านวันแรกไปไข้หนูก็ยังไม่ลด คืนนั้นแม่เอาหนูมานอนด้วย แม่นอนกอดหนูไว้ทั้งคืนเพื่อเช็คอุณหภูมิไปในตัว พอเช้าไข้หนูก็ลงมาเหลือแค่ 38 นิด ๆ แม่ก็คิดว่าหนูน่าจะหายได้แล้ว ก็จัดยาให้อีกหนึ่งเม็ด แต่หนูก็ยังตัวรุม ๆ อยู่ทั้งวัน พอตกเย็นก็ไข้ก็ขึ้นสูงไปเกือบ 40 อีกครั้ง แม่ก็เช็ดตัวให้หนูอีก คราวนี้เหมือนกับว่าหนูล้ามาก เหนื่อยมากแล้วกับการป่วย หนูต้านทานไม่ไหวแล้ว หนูจึงนอนซึมมาก ระหว่างแม่เช็ดตัว โดยปกติหนูจะร้อง ดิ้นไปมา คลานหนี แต่เย็นวันที่สองนี้ หนูร้องไห้สะอึกสะอื้น ครางฮือ ๆ แล้วก็ซบตักแม่ให้แม่เช็ดตัวไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดหนูก็ผล็อยหลับคาตักแม่ทั้ง ๆ ที่แม่ยังเช็ดตัวให้อยู่ แม่นี้สงสารหนูจับใจ อยากจะดูดไข้ออกจากตัวหนูไปเสียให้หมด อยากจะดึงความสดใสแสบซ่าส์กลับคืนมาให้หนูเหลือเกิน แต่ที่แม่ทำได้คือก้มหน้าเช็ดตัวหนูต่อไปจนไข้เหลือ 38 องศา

พอเข้าวันที่สาม แม่ก็แน่ใจแล้วว่าหนูเป็น ส่าไข้ แน่นอนแม่จึงรักษาหนูไปตามอาการ ป้อนข้าว ให้ยา เช็ดตัว และเล่นอยู่เป็นเพื่อนหนูทั้งวัน ตกเย็นหนูก็ไข้สูงอีกครั้ง และหนูก็เพลียหลับคาตักระหว่างแม่เช็ดตัวให้ตามเคย พอไข้ลดแม่ก็จัดยาให้หนึ่งเม็ด แล้วปล่อยหนูนอนยาวจนเช้า ซึ่งก็เป็นไปตามคาด หนูไม่มีไข้แล้ว ยิ้มแรกที่หนูส่งมาให้แม่หลังจากลืมตาตื่น ทำให้แม่รู้ว่าหนูหายแล้ว แม่จึงรีบเปิดดูที่หน้าอกและด้านหลัง ก็พบจุดสีแดง ๆ ขึ้นกระจายไปทั่ว ใช่แน่นอนแล้ว ส่าไข้แน่ ๆ ตามตำราว่าไว้ว่า ไข้ขึ้นสูงสามวันสามคืน และจากนั้นพอไข้ลดก็จะมีผื่นแดงขึ้นตามตัวไปอีกสามวัน จากนั้นก็จะหายเป็นปกติ และจะไม่กลับมาเป็นอีกเลยตลอดชีวิต แต่ผลที่ตามมาจากส่าไข้ก็คือ เดือนนี้น้ำหนักหนูขึ้นไม่ถึง 100 กรัมเลยจ้ะ ทำเอาแม่ต้องมาหาเมนูขุนลูกอีกแล้ว เป้าหมายของแม่ก็ไม่มากมายอะไร แค่อยากให้หนูหนัก 3 เท่าจากตอนเกิด ในวันเกิดหนู ตามตำราเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ 9.6 กิโลกรัมจ้ะ นอนนี้หนูอยู่ที่ 8.4 กิโลเท่านั้น อีกสองเดือนจะไหวมั้ย เรามาดูกันจ้ะ

พัฒนาการช่วงนี้ของหนูก็คือ หนูอยากเดินจ้ะ น่าจะเพราะหนูเห็นพี่ ๆ เค้าเดิน เค้าวิ่งเล่นกัน หนูก็ฮึดยืนปล่อยมือได้เป็นพัก ๆ และก็จับรถเดินไถไปได้ไกล ๆ แต่ก็ยังไม่กล้าปล่อยมือเดินเอง หนูไต่ขึ้นบันไดทีล่ะขั้นได้แล้ว และสนุกกับกิจกรรมนี้มาก แต่หนูก็ยังไม่รู้จักวิธีลง แม่ต้องอุ้มลงมาที่บันไดขั้นแรกให้หนูได้ปีนขึ้นไปอีกครั้ง อีกเรื่องคือ หนูกัดแทะผลไม้เนื้อแข็งอย่างแอปเปิ้ลได้แล้ว น่าจะเพราะฟันบนหนูขึ้นแล้ว ทำให้หนูมีทั้งฟันบนและฟันล่างช่วยกันแทะอย่างสนุก

ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ป้าจุ๋ยมาพักที่บ้านเรา เป็นช่วงที่หนูสนุกสนานทุกวัน เพราะมีเพื่อนเล่น มีคนมาที่บ้าน ทำให้ป้าจุ๋ยถามแม่เสมอว่า แม่วางแผนจะมีลูกคนที่สองเมื่อไหร่ แม่กับพ่อตั้งใจกันไว้แล้วจ้ะว่า เราจะมีหนูคนเดียว หนูซึ่งเป็นที่รักเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ เพราะแม่เองก็อายุมากแล้ว และเหตุผลสำคัญก็คือ แม่กับพ่อหลงรักหนูไปมาก ๆ เสียแล้ว ไม่อยากจะแบ่งความรักนี้ไปให้ใครอื่นอีก เราอยากจะทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ให้หนูอย่างเต็มที่และดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

แม้ป้าจุ๋ยจะบอกว่า เมื่อมีน้องให้หนูอีกคน แม่ก็จะรู้เองว่า ความรักของแม่นั้นมหาศาลและยิ่งใหญ่พอจะแจกให้กับลูกอีกหลาย ๆ คนอย่างทั่วถึง แม่เชื่อป้าจุ๋ยจ้ะ เพราะป้าจุ๋ยมีลูกสองคนแล้วนี่เนอะ แต่แม่ไม่ไว้ใจตัวเอง ถ้ามีลูกสองคน แม่คงอดเปรียบเทียบไม่ได้ แม่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ซึ่งแม่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้น แม่ไม่อยากให้หนูนึกน้อยใจขึ้นมาวันใดวันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ดังนั้น พ่อกับแม่สรุปกันแล้วจ้ะว่า หนูจะเป็นหนึ่งในดวงใจของพ่อกับแม่เท่านั้น

แม่เองมีน้องชายหนึ่งคน สักวันหนึ่งหนูจะได้รู้จักน้าจ๊อย เราสองคนอายุห่างกัน 1 ปี เราโตมาด้วยกัน เป็นเพื่อนเล่นกัน แต่แม่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่า เราสนิทกัน หรือรู้จักรู้ใจกันสมกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ว่ากันตามจริงการมีน้าจ๊อยเป็นน้องชาย ทำให้แม่ได้รู้จักความทุกข์ของการมีพี่น้อง มากกว่าความสุขจากการมีพี่น้อง และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่แม่ไม่อยากจะมีลูกอีกคน เพราะหากมะลิของแม่ได้น้องชายหรือน้องสาวที่แสนดี ก็จะเป็นผลดีกับหนู แต่ถ้าเกิดน้องชายหรือน้องสาวของหนู จะมีแต่นำความทุกข์มาให้ล่ะจ๊ะ ?

แม่บอกกับป้าจุ๋ยว่า แม่ไม่ได้มีประสบการณ์ที่ดีนักกับการมีพี่น้อง และพ่อของหนูเองก็เช่นกัน (พ่อมีพี่ชาย 1 คนและพี่สาว 1 คน) แต่แม่มีเพื่อนรักที่เปรียบเสมือนพี่สาวอยู่คนนึง เป็นคนที่รักและเข้าใจแม่มากที่สุด เป็นคนที่ไม่ว่าแม่จะทำผิดหรือทำถูก เพื่อนรักคนนี้จะอยู่เคียงและอยู่ข้าง ๆ แม่เสมอ ให้ทั้งกำลังใจ คำปลอบใจ พลังใจ และชี้ทางที่ถูกที่ควรให้แม่ ซึ่งแม่ว่า เพื่อนรัก เพื่อนที่ดีนั้น สำคัญยิ่งกว่าพี่น้อง และจำเป็นที่หนูจะต้องเสาะหาอย่างน้อยสักหนึ่งคนไว้คู่ใจ ไว้หนูโตกว่านี้ แม่จะบอกเคล็ดลับให้ฟังจ้ะว่า เพื่อนรัก เพื่อนแท้นั้น ทำไมไม่ต้องมีเยอะ ขอแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็พอ

รักหนูมากขึ้นเรื่อย ๆ นะจ๊ะเจ้าฟันน้อยสี่ซี่
แม่ของหนู

7 Responses to “9 ถึง10 เพื่อนรัก / ส่าไข้”

  1. Alex Says:

    อ่านจบแล้วก็อึ้งไปพักหนึ่ง พลางก็คิดว่าความรักของแม่ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ทั้งเป็นห่วงเป็นใย เป็นแม่ที่ช่างคิด เป็นแม่ที่รอบคอบจริงๆ เมื่อมะลิโตขึ้นและมาอ่านถึงบทนี้ มะลิก็จะเข้าใจและอยากจะกอดคุณพ่อและคุณแม่ให้นานๆ เพื่อแสดงถึงความรักที่มีให้ เพราะฉนั้น อ่านจบแล้วทำเลยน่ะจ๊ะ

  2. ลุงข้างบ้าน Says:

    มะลิคับ หนูจะขวบแล้ว แต่ลุงยังไม่มีโอกาสไปหานู๋เลย นู๋อย่าโกรธลุงนะ และฝากขอโทดแม่นู๋ให้ลุงด้วยนะ ..แต่ถึงลุงไม่ได้ไปหานู๋เหมือนพี่ป้าน้าอาคนอื่นๆ แต่ลุงก้อเข้ามาเยี่ยมนู๋ในเฟสบุ๊กตลอดเกือบจะทุกคืนนะ ได้เห็นพัฒนาการนู๋เกือบครบทุกอย่าง ได้เห็นว่านู๋เคี้ยวอะไร,กัดอะไร,ล้มตรงไหน,มองอะไร,กินอะไร,อยู่กับใคร หลายๆอย่างที่ลุงเห็นแล้วก้อต้องอมยิ้มตลอดเลย

    ..หวังว่าปีหน้าลุงจะมีโอกาสได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำปีที่สองของนู๋นะ
    รักนู๋และครอบครัวนู๋นะ😘

  3. ป้าอ้อของมะลิ Says:

    มะลิจ๋า ถึงเราจะอยู่ไกลกันตัั้งครึ่งโลก และไม่เคยเห็นหน้ากันเลย แต่ก็เหมือนเรารู้จักกันอย่างดีมาเกือบ 1 ปีแล้วนะ เพราะป้าเฝ้าติดตามดูหนูเจริญวัยภายใต้ความรัก ความเอาใจใส่ของคณแม่หนูมาตลอด และป้าเชื่อที่สุดเลยว่าลูกจะเป็นอย่างไรนั้น เกินกว่าครึ่งมาจากการอบอรมเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่นี่แหละ คงไม่มีสุขใดที่จะเทียบได้กับการมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้ ป้าอ้อดีใจและมีความสุขด้วยจ้ะ

  4. ป้าต้อมของนู๋ Says:

    อ่านแล้วรู้สึกมีความสุข น้ำตาคลอเบ้าเลยนะคะ รักแม่มดของนู๋มะลิหมดใจเลยค่ะ :)

  5. ป้าแหม่ม Says:

    เห็นความรักความอบอุ่นมากมายล้อมรอบตัวมะลิ ให้มะลิเติบโตแบบแข็งแรง และสดใส ต่อๆไปจ๊ะ

  6. Sue Says:

    All things coinedsred, this is a first class post

  7. auto insurance quotes Says:

    Thanks for your thoughts. It’s helped me a lot.

Leave a Reply